ไทม์ไลน์ 21 ปี ย้อนดูตอนจบนิทาน เจ้าหญิงไดอาน่า ผู้ไม่เคยสมหวังในความรักจนวินาทีสุดท้าย

ไทม์ไลน์ 21 ปี ย้อนดูตอนจบนิทาน "เจ้าหญิงไดอาน่า" ผู้ไม่เคยสมหวังในความรักจนวินาทีสุดท้าย

Publish 2018-08-31 14:07:19


 

    "แล้วเจ้าชายกับเจ้าหญิง ก็ครองรักกันนิรันต์ ตลอดไป..."  เป็นตอนจบของนิทานในโลกแห่งเทพนิยาย
อันชวนฝันที่แสนจะสวยงามเสียนี่กระไร แต่โลกแห่งความจริงหาได้เป็นเช่นนิทานเสมอไป เมื่อเรื่องราวความรักของเจ้าหญิงพระองค์หนึ่ง ไม่ได้สวยงามเช่นนั้น เพราะพระทัยของพระองค์นั้นไม่เคยที่จะสมหวังในความรักตลอดพระชนม์ชีพ และตลอดชีวิตคู่ในการครองรักกลับเต็มไปด้วยการเชือดเฉือนประชัด ประชัน นำมาซึ่งความหย่าร้างจนสื่อมวลชนเรียกขาน อุปมาความสัมพันธ์ด้านความรักของพระองค์ว่าเป็น "สงครามแห่งเวลล์" 

 

    และในวันที่ 31 ส.ค. เมื่อ 21 ปีที่แล้วนี้เอง เป็นวันที่โลกต้องจารึกไว้ในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ว่า เป็นวันที่ เจ้าหญิงแห่งเวลส์ "ไดอาน่า" ผู้นี้ สิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ สร้างความโทมนัสแก่ชาวอังกฤษ และความสะเทือนใจไปทั่วทั้งโลก วันนี้สำนักข่าวทีนิวส์จะพาทุกท่านย้อนดูประวัติเจ้าหญิงผู้ทรงเสน่ห์ ผู้ก้าวข้ามสถานะจากหญิงสามัญชน ก่อนที่จะพบวาระสุดท้ายก่อนวัยอันควร พร้อมกับชายผู้เป็นรักสุดท้ายของพระองค์ ประหนึ่งตอนจบของเทพนิยายที่ต้องพรากจากกันด้วยความตาย . . .

 

ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ (Diana, Princess of Wales) มีพระนามเต็มว่า อานา ฟรานเซส (Diana Frances) นามสกุลแต่เดิมนั้นนามว่า สเปนเซอร์ (Spencer) ไดอานานั้นเป็นบุตรีคนที่ 3 ของ จอห์น สเปนเซอร์ ไวเคานต์อัลธอร์พ และฟรานเซส โรช เป็นหนึ่งในตระกูลขุนนางที่สืบทอดเชื้อสายจากราชวงศ์อังกฤษโบราณ เมื่ออายุได้ 14 ปี ภายหลังบิดาได้ขึ้นฐานันดรศักดิ์เป็น "เอิร์ลแห่งสเปนเซอร์" ไดอานา จึงได้รับบรรดาศักดิ์เป็น "เลดี้"  ในเวลาต่อมา

 

ความรักครั้งแรกของพระองค์ได้เริ่มขึ้น ในปี 2520 เมื่อพระองค์ได้พบกับเจ้าชายชาลล์ และเจ้าชายทรงเกิดความเสน่ห์หาแก่เลดี้ไดอานา และ ทรงปรารถนาที่จะได้เธอมาเป็นเจ้าสาว หลักจากสานความสัมพันธ์ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 4 ปี ในเดือนกุมภาพันธ์ 2524 เจ้าชายทรงตัดสินพระทัยขอหมั้นเลดี้ไดอานาในที่สุด แต่การหมั้นหมายในครั้งนี้ถูกเก็บเป็นความลับกว่า 3 สัปดาห์ 

 

 

 

 

    นอกจากนี้ไดอานา ยังเป็นหญิงสาวชาวอังกฤษคนแรกในรอบ 300 ปีที่ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับมกุฎราชกุมารอังกฤษ และได้รับการสถาปนาเป็น "เจ้าหญิงแห่งเวลส์" ในวัยเพียง 20 ปี พระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าหญิงไดอานากับเจ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ ถูกจัดขึ้นในวันที่  29 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 ณ มหาวิหารเซนต์พอล



 

 

    ภายหลังอภิเษกสมรส ได้ให้ประสูติพระโอรสสองพระองค์ด้วยกัน พระองค์แรก คือ เจ้าชายวิลเลียม อาร์เธอร์ ฟิลิป หลุยส์ และพระองค์ที่สอง คือ เจ้าชายแฮร์รี ชาลส์ อัลเบิร์ต เดวิด แต่ชีวิตสมรสของเจ้าหญิงไดอานากลับไม่ราบรื่นนักเพราะในระยะเวลาเพียง 5 ปี ทั้งสองพระองค์ไม่สามารถปรับตัวเข้าหากันได้อย่างที่ควรจะเป็นในชีวิตคู่ อาจเพราะด้วยช่องว่างระหว่างวัยที่ห่างกันมากถึง 13 ปี และความคลางแคลงใจของไดอานาในความสัมพันธ์ของพระสวามีกับคนรักเก่า นางคามิลลา พาร์กเกอร์ โบลส์ ภายหลังพยายามปิดกั้น ไม่ให้สื่อและสาธารณชนล่วงรู้ 

 

 

แต่แล้วในปี 2533 ทุกคนต่างก็ทราบดีว่า ชีวิตคู่ของทั้งสองพระองค์กำลังจะพังทลายลงแล้ว จากการที่ทั้งเจ้าชายและเจ้าหญิงทรงต่างกล่าวโทษกันและกันว่าเป็นตัวทำลายชีวิตคู่ผ่านการให้สัมภาษณ์

 

 

 

    ในที่สุด เดือน ก.ค. ปี 2539  เจ้าหญิงและเจ้าชายต่างยอมรับข้อตกลงในการหย่าร้าง และสำนักพระราชวังบักกิงแฮมเผยแพร่เอกสารสิทธิระบุว่า ไดอาน่า จะต้องสูญเสียฐานันดรศักดิ์ชั้นเจ้าฟ้า (Her Royal Highness) เนื่องจากมิได้เป็นเจ้าหญิงพระชายาในเจ้าชายแห่งเวลส์อีกต่อไป เหลือให้ใช้พระนาม “ไดอาน่า เจ้าหญิงแห่งเวลส์” เพียงเท่านั้น แต่ยังคงได้รับอภิสิทธิ์ตามความเหมาะสมเช่น ได้พระบรมราชานุญาตให้ใช้สเตทอพาร์ตเมนท์ในพระราชวังเซนต์เจมส์ สามารถที่จะยืมเครื่องประดับและอัญมณีต่อไป ดังเช่นที่เคยทรงได้รับอภิสิทธิ์เช่นนี้ระหว่างดำรงพระอิสริยศเจ้าหญิงแห่งเวลส์ และพระองค์ยังทรงสามารถประทับเครื่องบินพระที่นั่งสำหรับพระราชวงศ์ของรัฐบาลอังกฤษได้ตามปกติ หากว่ามีพระกรณียกิจจำเป็นทั้งในสหราชอาณาจักรและในต่างประเทศ

 

    เมื่อสูงสุด เกือบที่จะกลับสู่สามัญ จากนั้นความรักครั้งใหม่ของเจ้าหญิงไดอาน่าก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อพระองค์ได้พบกับศัลยแพทย์หนุ่มชาวปากีสถาน นายแพทย์ฮัสนัท ข่าน พระสหายของเจ้าหญิงไดอาน่าได้กล่าวว่าชายผู้นี้คือ “รักแท้ของไดอาน่า” และเจ้าหญิงไดอาน่าเรียกศัลยแพทย์ผู้นี้ว่า “มิสเตอร์วอนเดอร์ฟูล" ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นไปอย่างลับๆ โดยเฉพาะการปกปิดจากสื่อมวลชนเมื่อถูกถามถึงความสัมพันธ์ครั้งใหม่นี้ แต่แล้วหลังจากนั้น 2 ปี ทุกอย่างกลับต้องยุติลงอย่างคลุมเครือ จากการที่เจ้าหญิงไดอาน่าตัดพ้อถึงความเสียพระทัยที่ชายหนุ่มผู้นี้บอกเลิกพระองค์ หากแต่ในเวลาต่อมาจากคำบอกเล่าและคำให้การของฮัสนัท ระหว่างพิจารณาคดีสิ้นพระชนม์ ได้ระบุว่า เจ้าหญิงไดอาน่า เป็นผู้ยุติความสัมพันธ์เสียเอง ในฤดูร้อน พ.ศ. 2540

 

 

 

    แต่แล้วกามเทพได้แผลงศรรักครั้งใหม่ เมื่อเจ้าหญิงไดอาน่ารู้จักกับโดดี อัลฟาเยต ลูกชายของมหาเศรษฐี โมฮัมเหม็ด อัลฟาเยต ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการท่องเที่ยวในช่วงลาพักร้อนให้กับพระองค์ในปีนั้นเอง แต่แล้วกลางดึกในวันที่ 31 สิงหาคม 2540 เกิดเหตุการณ์ช็อคโลกขึ้น เมื่อสื่อได้รายงานข่าวร้ายจากปารีส เจ้าหญิงไดอาน่า ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ภายในอุโมงค์ลอดใต้สะพานปองต์เดอลัลมา ระหว่างการท่องเที่ยวพักร้อนในประเทศฝรั่งเศส ส่งผลให้ นายโดดี อัลฟาเยต พระสหาย และนายอองรี ปอล เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที ส่วนพระองค์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส และสิ้นพระชนม์ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เช้ามืดของวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2540 หลังจากทีมแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถ ณ โรงพยาบาลปิเต-ซาลเปตริแยร์ กรุงปารีส สิ้นสุดทั้งลมหายใจและชีวิตรักอันน่าเศร้าของพระองค์



 

    จากคำให้การของนายสิบกูร์เม-ยง เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยฝรั่งเศสที่เข้าช่วยเจ้าหญิงไดอานาในตอนเกิดเหตุ และพยายามปั๊มหัวใจเจ้าหญิงไดอานาที่ทรงสลบให้กลับมาเต้นอีกครั้ง ความพยายามเหมือนจะเป็นผลสำเร็จ เมื่อพระองค์ทรงฟื้นและกลับมาหายใจอีกครั้ง ประโยคแรกที่ออกมาจากพระโอษฐ์ในวินาทีนั้น พอที่จะจับใจความได้ว่า Oh my God, what’s happened? (โอ้พระเจ้า เกิดอะไรขึ้น) ตนจึงพยายามปลอบให้ผ่อนคลายลงด้วยภาษาฝรั่งเศส 

 

 

 

    เจ้าหน้าที่กู้ภัยผู้พยายามฉุดเจ้าหญิงให้พ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชกล่าวอีกว่า ในตอนแรกนั้น ตนเห็นแค่แผลเล็กๆบนหัวไหล่ขวาของเจ้าหญิง ทรงขยับแขนซ้ายได้ แต่ไม่เห็นบาดแผลอื่นๆ และไม่มีเลือดไหล พอหัวใจกลับมาเต้นได้อีกครั้ง จึงคิดว่าคงจะรอดชีวิตแน่แล้ว แต่ภายหลังกลับมีประกาศว่า เจ้าหญิงสิ้นพระชนม์ที่โรงพยาบาล  

 

    ด้านนายแพทย์เฟรเดริก มาอิลิเยซ์ แพทย์ที่เข้ามาช่วยปฐมพยาบาลในจุดเกิดเหตุ ได้เล่าว่า ทีแรกตนก็ไม่ทราบว่าผู้บาดเจ็บคือเจ้าหญิงไดอาน่า เพียงแต่สงสัยว่าทำไมจึงมีนักข่าวจำนวนมากอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ จนกระทั่งมีการรายงานข่าวในช่วงเช้าวันต่อมา จึงทราบต่อมาว่าหญิงสาวที่ตนได้พยายามช่วยชีวิตนั้นคือเจ้าหญิงไดอาน่า

 

    ภายหลังการรื้อฟื้นคดีการสืบสวนขึ้นมาใหม่ในช่วงระหว่างปี 2547 - 2550 ศาลอังกฤษมีคำพิพากษาในคดีนี้ว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นจากความประมาทร้ายแรงของนายอองรี ปอล ขับรถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์ด้วยความเร็วสูงเพื่อหลบหนีช่างภาพปาปารัสซีที่ติดตามถ่ายภาพ คณะลูกขุนยืนตามคำพิพากษาเดิม ตัดสินให้การสิ้นพระชนม์ของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ เกิดจากการกระทำโดยประมาทของนายอองรี ปอล

 

 

 

 

    พระราชกิจตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าหญิงแห่งเวลส์ของพระองค์นั้น ได้ทำกิจกรรมสาธารณกุศลไว้อย่างมากมาย ในปี 2531 ทรงปฏิบัติพระราชกิจ จำนวน 191 ครั้ง ต่อมาในปี 2534 พระราชกิจ ของพระองค์เพิ่มขึ้นเป็น 397 ครั้ง นอกจากนี้ยังทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเหลือโครงการหรือองค์กรการกุศลที่เกี่ยวข้องกับโรคร้ายและสุขอนามัย โดยเฉพาะโรคเอดส์และโรคเรื้อน รวมถึงการต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิด โดยการร่วมรณรงค์โครงการต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิดของสภากาชาดอเมริกา 

 

    และภายหลังสิ้นพระชนม์ ในปี 2542 ศูนย์สุขศึกษาไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ในเมืองนอยดา ประเทศอินเดีย ได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระเกียรติคุณของพระองค์ เพื่อดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคเรื้อนและภาวะทุพพลภาพ ศูนย์แห่งนี้ได้รับเงินทุนก่อตั้งโดยกองทุนอนุสรณ์ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์

 

    โศกนาฏกรรมในครั้งนี้มิเพียงแต่นำมาซึ่งความสูญเสีย แต่ยังได้ถอดบทเรียนบางประการ จากพฤติกรรมของปาปารัสซี่ที่พยายามก้าวล่วงเรื่องส่วนตัวจนถูกตีตราในเวลาต่อมา ถึงแม้วันนี้โลกจะไร้ซึ่งเจ้าหญิงที่ชื่อไดอานา แต่คณูปการที่พระองค์ได้สร้างไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิต ก็ยังคงเป็นอนุสรณ์แห่งคุณงามความดีให้ชาวโลกต่างได้รำลึกถึงอย่างไม่เสื่อมคลาย

 

 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย

ติดตามข่าวอื่นๆ