จากความรัก กลายเป็นปมความแค้น เปิดเส้นทางทุ่มเทสูญเปล่าของ เสี่ยอ้วน จนกลายเป็นโศกนาฏกรรม

จากความรัก กลายเป็นปมความแค้น เปิดเส้นทางทุ่มเทสูญเปล่าของ "เสี่ยอ้วน" จนกลายเป็นโศกนาฏกรรม

Publish 2018-08-23 18:42:44


    จากกรณีเหตุการณ์ฆาตกรรมสะเทือนขวัญ ยิงหนุ่มสาวเสียชีวิตบริเวณลานจอดรถตรงข้าม พระพุทธรูปแกะสลักหมู่ 6 ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี วัดเขาชีจรรย์ เมื่อช่วงเวลา 16.20 น. ของวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา ผู้เสียชีวิตสองคนคือ นางสาวปวีณา นาเมืองรักษ์ หรือ น้องสปาย อายุ 20 ปี และนายอนันตชัย จริตรัมย์ หรือน้องฟอส อายุ 21 ปี โดยผู้บงการก่อเหตุในครั้งนี้คือ เสี่ยอ้วน ต่อมาทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถดำเนินการจับกุมตัวได้ขณะกำลังพยายามหลบหนีออกนอกประเทศ และกำลังเข้าสู่กระบวนการทางกฏหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

 

    อย่างไรก็ดีเหตุจูงใจในการบงการก่อเหตุฆาตกรรมในครั้งนี้ มาจากเรื่องความรักที่เสี่ยอ้วนสารภาพว่า เห็นน้องสปาย และน้องฟอส จับมือถือแขน จึงเกิดความหึงหวง เลือดขึ้นหน้าและตัดสินใจก่อเหตุในที่สุด นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วในสังคมออนไลน์ ที่มีการเปิดเผยเกี่ยวกับจำนวนเงิน ที่เสี่ยอ้วน ทุ่มเทให้น้องสปายและครอบครัวของน้องสปาย ภายในระยะเวลา 2 เดือนเป็นเงินกว่า 4 ล้านบาท และยังไม่แน่ใจว่ามีการตกลงเพื่อแลกเปลี่ยนอะไรกับทางครอบครัวน้องสปายจริงหรือเท็จอย่างไร เพราะทางด้านเสี่ยอ้วนเคยเล่าให้เพื่อนที่เป็นทนายฟังว่า กำลังจะแต่งงาน และมีการทำเรือนหอแต่อกหัก



    ซึ่งเสี่ยอ้วนก็ได้ตั้งให้ทนายฟ้องร้องในเวลาต่อมาโดยมีหลักฐานเป็นสลิปโอนเงินทั้งสิ้น 6 ใบ โดยจำนวนเงินโอนครั้งแรก คือ 700,000 บาท
ครั้งที่สอง 100,000 บาท ครั้งที่สาม 1,000,000 บาท ครั้งที่สี่ 112,000 บาท และครั้งสุดท้าย 50,000 บาท นอกจากนี้ นายธรรมรัตน์ สุวรรณโพธิ์ศรี คนรู้จักของเสี่ยอ้วน ยังได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุปนิสัยส่วนตัวของเสี่ยอ้วนว่า เสี่ยอ้วนนั้นเป็นคนโง่ ทำอะไรไม่คิดให้ละเอียดรอบคอบ และก่อนหน้านี้ก็เคยหมดเงินกับสาวสวยหลายราย บางรายหมดเงินเป็นหลักล้าน หรือผู้หญิงบางคนที่ไม่เล่นด้วย เสี่ยอ้วนก็จะขอเงินคืน

   

    นายดวงใจ สารบุญ ผู้ใหญ่บ้านาตาล อำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ไม่ได้รู้จักเสี่ยอ้วนเป็นการส่วนตัว แต่ก่อนหน้านี้มีช่วงที่เสี่ยอ้วนโทรศัพท์มาหา 2 ครั้ง แล้วขอให้ตนที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน ช่วยประสานงานติดต่อทางครอบครัวและผู้ปกครองของน้องสปายให้ ว่า ชอบน้องสปาย และรักจริงหวังแต่ง ซึ่งทางเสี่ยอ้วนได้ส่งหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีพ่อของน้องสปายให้ตนดู และมีการโอนเงินหลายครั้ง ครั้งละกว่า 50,000 บาท ส่วนเรื่องบ้านของน้องสปายที่เพิ่งสร้างเสร็จไปแล้วนั้น ตนมีความเห็นว่า ได้ข่าวว่ามีเงินของเสี่ยอ้วนส่วนหนึ่ง แต่ไม่ทราบถึงที่มาอย่างชัดเจนนัก หรืออาจเป็นเงินจากครอบครัวของน้องสปายไม่ใช่เงินจากการช่วยเหลือของเสี่ยอ้วนเลยก็ได้

 

 

    ส่วนทางด้าน นางวันเพ็ญ นาเมืองรักษ์ คุณแม่ของน้องปาย ได้กล่าวถึงกรณีที่ทางเสี่ยอ้วนอ้างว่า เคยมีการโอนเงินให้ทางครอบครัวน้องสปายกว่า 4 ล้านบาท ยืนยันว่าไม่เป็นความจริงและกล่าวอีกว่าเงินจำนวน 1 ล้านบาทที่เสี่ยอ้วนโอนมานั้น ตนได้มีการสอบถามกับเสี่ยอ้วนและน้องสปายก่อนหน้าแล้ว โดยทางเสี่ยอ้วนอ้างว่า ให้โดยเสน่ห์หา และตนก็เคยบอกกับเสี่ยอ้วนว่าพร้อมจะคืนให้ทุกบาททุกสตางค์เพราะไม่เคยได้ร้องขอ แต่ภายหลังได้นำไปซื้อรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 



    ต่อมาเริ่มเกิดการตั้งคำถามในกระแสสังคมว่า หากเสี่ยอ้วนไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัวของน้องสปายตามที่เป็นข่าววิพากษ์วิจารณ์แต่แรกจริง ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว น้องสปายทำงานอะไร จึงสามารถส่งเงินเลี้ยงดูพ่อแม่ได้เดือนละ 20,000-30,000 บาท นางวันเพ็ญ ได้ให้คำตอบว่า น้องสปายทำงานที่บาร์แห่งหนึ่งใน จังหวัดนครปฐม หลังจากพยายามหนีเสี่ยอ้วน จากบาร์ใน จังหวัดภูเก็ต และน้องสปายเคยบอกกับตนว่างานที่ทำนั้นได้เงินเดือน 60,000 บาท พร้อมกับมีทิปแยกอีกต่างหาก โดยลักษณะงานคือการเสิร์ฟอาหารพร้อมกับเชียร์ขายเครื่องดื่มแก่ลูกค้า และได้ทิ้งท้ายว่า ตนนั้นไม่เคยคิดขายลูกกินอย่างที่สังคมคิดกันไปเอง ตนและครอบครัวมีศักดิ์ศรี ส่วนเรื่องการตกลงยกลูกสาวให้เสี่ยอ้วนก็ไม่เคยมี รวมทั้งไม่มีเรื่องหมั้น หรือการสร้างเรือนหอใดๆ ก็ตาม และบ้านที่อาศัยอยู่ปัจจุบันนี้ก็สร้างมาตั้งแต่ปี 2549 ไม่ใช่บ้านที่เสี่ยอ้วนสร้างให้ อย่างที่เป็นข่าวลือกัน

 

    ถึงแม้ว่าคดีนี้ยังไม่สิ้นสุดและความเห็นของสังคมจะแตกออกเป็นสองฝ่าย จากคำให้การของทางฝั่งเสี่ยอ้วนและคุณแม่ของน้องสปายแต่บทเรียนที่สังคมควรจะตระหนักและได้เรียนรู้เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเฉกเช่นครั้งนี้อีกคือ  ความรักนั้น อาจมิใช่ค่าตอบแทนจากเงินทอง เสมอไป

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน