ติดคุกหัวโต!!! บทเรียนข้าราชการรับใช้นักการเมือง?!? จาก“เบญจา-สรรพากร”ช่วยลูกทักษิณเลี่ยงภาษี มาถึง“มนัส-พาณิชย์”คดีโกงจำนำข้าว???

ติดคุกหัวโต!!! บทเรียนข้าราชการรับใช้นักการเมือง?!? จาก“เบญจา-สรรพากร”ช่วยลูกทักษิณเลี่ยงภาษี มาถึง“มนัส-พาณิชย์”คดีโกงจำนำข้าว???

Publish 2017-08-26 17:17:06

จากกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.25/2558 ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์กรมการค้าต่างประเทศที่ 1 กับพวกรวม 5 คนผู้ร้อง นายภูมิ สาระผล ที่1 กับพวกรวม 21 คน จำเลย และคดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2559 ระหว่างอัยการสูงสุดโจทก์ กรมการค้าต่างประเทศที่ 1 กับพวกรวม 5 คน ผู้ร้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีกิจทวี ยโสธรที่ 1 กับพวกรวม 7 คน จำเลย



       สำหรับนักการเมืองที่โดนตัดสินคุกมีทั้งนายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ จำเลยที่ 1 จำคุก 36 ปี ไม่รอลงอาญา นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จำเลยที่ 2  จำคุก 42 ปี ไม่รอลงอาญา พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง วัจนะพุกกะ อดีตผู้ช่วยเลขานุการและอดีตเลขานุการรมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 (หนีคดีศาลออกหมายจับ) ส่วนข้าราชการประจำก็มีอย่างนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 4  จำคุก 40 ปี นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ และอดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 5 จำคุก 32 ปี รวมทั้งนายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือทีปวัชระ อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศและอดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ จำเลยที่ 6 จำคุก 24 ปี

       ทั้งนี้หากย้อนไปในหลายคดีที่จะพบว่าเมื่อนักการเมืองได้มีเรื่องที่เข้าไปพัวพันกับการทุจริตเกิดขึ้น ก็มักปรากฏอยู่เสมอว่าจะมีบรรดาข้าราชการในสังกัดกระทรวงนั้นๆเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย และท้ายที่สุดก็มักจบลงที่ถูกศาลตัดสินจำคุกมาหลายต่อหลายราย ในหลายกรณี หลายตัวอย่างที่มีให้เห็นกันมา แต่กระนั้นก็ดูเหมือนว่าข้าราชการเหล่านี้ก็ยังไม่มีบทเรียนให้จดจำ เพราะเมื่อเข้าไปรับใช้นักการเมืองแล้วย่อมมีจุดจบอยู่ที่คุกตะราง ซึ่งจะยกนำตัวอย่างล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้

 

       โดยย้อนไปเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 59  ศาลอาญา แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อท.43/2558ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางเบญจา หลุยเจริญ อดีตรมช.คลัง สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรและอดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร, น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง อดีต ผอ.สำนักกฎหมาย, น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีต ผอ.สำนักกฎหมาย, นายกริช วิปุลานุสาสน์ ผอ.สำนักกฎหมาย กรมสรรพากร และ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนใกล้ชิดเลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยานายทักษิณเป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

      


       อย่างไรก็ตามคดีนี้ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องแผนกคดีทุจริตฯ ในศาลอาญา เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 58 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า จำเลยที่ 1-4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของกรมสรรพากรปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อไม่ให้นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรของนายทักษิณ ต้องเสียภาษีอากร หรือเสียภาษีน้อยกว่าที่จะต้องเสีย และได้รับประโยชน์ที่มิควรโดยชอบด้วยกฎหมาย จากการที่นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด เมื่อปี 2549 คนละ 164,600,000 หุ้นในราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาตลาดหุ้นละ 49.25 บาท ถือได้ว่านายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทาเป็นผู้ได้รับเงินพึงประเมิน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีของส่วนต่างราคาหุ้น คนละ 7,941,950,000

 

       ดังนั้นศาลจึงพิพากษาว่า จำเลยที่ 1-4 มีความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 83 ให้จำคุกคนละ 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 86 มีโทษ 2 ใน 3 จึงให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี และเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีของจำเลยทั้งหมดจึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ

      

       ต่อมาญาติและทนายความจำเลยได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราวระหว่างยื่นอุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 1-4 ยื่นหลักทรัพย์เป็นหนังสือรับรองการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ต้องหาคดีของกรมสรรพากร วงเงินไม่เกินคนละ 4.2 แสนบาท ส่วนจำเลยที่ 5 ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด จำนวน 3 แสนบาทขอปล่อยชั่วคราว และศาลได้อนุญาตปล่อยตัว นางเบญจา และพวกรวม 5 คน เป็นการชั่วคราว วงเงินประกันคนละ 3 แสนบาท


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน