นี่สิ..ลูกผู้ชายเมืองเพชรฯ!! "อลงกรณ์" ยึดสัจจะประกาศวางมือการเมือง ลั่นไม่หักหลังปชป. ขอเดินหน้างานปฏิรูปปท.จนถึงวาระสุดท้าย!?!

Publish 2017-04-14 17:18:10

ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ยืนยันว่าจะเริ่มให้มีการจัดการเลือกตั้งภายในปี 2561 โดยมีกลุ่มพรรคการเลือกตั้งออกมาแสดงความคิดเห็นถึงเรื่องนี้อย่างมากมาย โดยเฉพาะทางฟากฝั่งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาย้ำให้รัฐบาลเดินหน้าตามโร้ดแมปที่ได้วางเอาไว้ เพราะการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วประเทศรอคอย และการเลือกตั้งนั้น ยิ่งนานยิ่งส่งผลเสียต่อรัฐบาลและ คสช.เอง ขณะเดียวกันความนิยมในตัว พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะลดลงด้วย



ล่าสุด เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ ( สปท.) คนที่ 1 ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว โดยระบุข้อความว่า...

 

 


"เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2556 ตนใช้ทวิตเตอร์เสนอเรื่องการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ ตอนเป็นรองหัวหน้าพรรคโดยหวังว่าจะส่งผลให้เกิดการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปประเทศตามมา โดยเวลาผ่านมา 4 ปี เหตุการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไปมาก วันนี้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และประเทศกำลังมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามวันนี้ ซึ่งถือเป็นปีใหม่ไทยวันที่ 13 เม.ย.2560 เป็นฤกษ์ดีที่จะพูดถึงอนาคตของประเทศ ณ จุดเปลี่ยนสำคัญและถึงเวลาที่ตนควรจะตอบคำถามเกี่ยวกับอนาคตทางการเมือง ซึ่งคำถามของสื่อมวลชนคือตนจะลาออกจากสปท.เพื่อลงสมัครส.ส.ครั้งหน้าหรือไม่ จะตั้งพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ หรือจะกลับไปพรรคประชาธิปัตย์ หรือจะไปอยู่พรรคไหนอย่างไร ขณะเดียวกันก็มีคำถามแฝงความสงสัยข้องใจถึงอนาคตของประเทศว่าจะเป็นเช่นไร การปฏิรูป ยุทธศาสตร์ชาติและการปรองจะสำเร็จหรือไม่คืบหน้าแค่ไหน"

 

 


 

ตนเชื่อมั่นเสมอว่าประเทศของเรามีอนาคตอย่างแน่นอนด้วยเหตุผล 3 ประการ1.ศักยภาพของประเทศ 2.ศักยภาพของคนไทย 3.การปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่องแต่ประเทศยังมีความเสี่ยงอยู่มากโดยเฉพาะความขัดแย้งทางการเมืองมีการใช้ความรุนแรงและการแบ่งแยกปชช.จนนำมาสู่การรัฐประหารถึง 2ครั้งในระยะ10ปี ยังมีปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ การก่อการร้าย ภาวะโลกร้อนและเทคโนโลยีจากภายนอกประเทศที่เป็นอีกความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบมากว่า10ปีและต่อๆ ไป

 

 

 

 

ประเทศไทยมีศักยภาพทำให้เรามีความหวังและเรามีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้กังวล และเรายังมี6ปัญหาใหญ่ของประเทศที่ต้องแก้ไข ได้แก่ 1.การคอร์รัปชั่น 2.ความเหลื่อมล้ำ 3.การบังคับใช้กฎหมาย 4.ระบบราชการ 5.ระบบการเมือง 6.การเลือกตั้ง ปัญหาทั้ง6บวกความเสี่ยงทั้งในและนอกประเทศ เปรียบเสมือนโคลนติดล้อที่ต้องสลัดออก ดังนั้นเราต้องมี "สะพาน" ที่จะ "ก้าวข้าม" ปัญหานานัปการและต้องมี "บันได" ที่จะก้าวขึ้นสู่อนาคตที่ดีกว่าของประเทศ สะพานและบันไดนั้นคือการปฏิรูป สำหรับผมได้ผูกอนาคตตัวเองไว้กับอนาคตของประเทศนับแต่เสนอประเด็นการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์และการปฏิรูปการเมืองสู่การปฏิรูปประเทศ โดยกว่า2ปีการปฏิรูปประเทศใน11ด้านก้าวหน้าปรากฎผลไปมากพอควรตามความยากง่ายและความซับซ้อนของปัญหาพร้อมกับวางรากฐานอนาคตใหม่ให้กับประเทศของเรา"

 

 

 

 

"เมื่อถึงโค้งสุดท้ายของการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หลายฝ่ายอยากให้ผมตั้งพรรคการเมืองทางเลือกใหม่ หลายคนอยากให้กลับพรรคประชาธิปัตย์และบางพรรคเชิญไปอยู่ เรื่องการไปอยู่พรรคการเมืองอื่นหรือตั้งพรรคการเมืองใหม่คงไม่ทำ เพราะต้องรักษาสัจจะที่เคยพูดกับคนเพชรบุรีว่าเมื่อเกิดที่พรรคประชาธิปัตย์ก็จะอยู่เพียงพรรคเดียว เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างอนาคตทางการเมืองกับอนาคตของประเทศ ผมจึงตัดสินใจวางมือทางการเมืองเพื่อทำงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจนถึงวาระสุดท้าย เพราะผมพูดเสมอว่าต้องแยกการเมืองออกจากการปฏิรูป ซึ่งการปฏิรูปประเทศครั้งนี้เป็นการปฏิรูปประเทศของเรา ดังนั้นเพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ทางการเมืองของใครมาเกี่ยวข้อง การปฏิรูปประเทศ จะบรรลุความสำเร็จต้องยึดประโยขน์ส่วนรวมต้องเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายฝ่ายใดแม้แต่ตัวเองและพวกพ้องก็ฝักใฝ่ไม่ได้ จึงจะได้รับความร่วมมือ" นายอลงกรณ์ กล่าว.

 

 

นายอลงกรณ์ พลบุตร

 

 

พรรคประชาธิปัตย์


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กำพลาภร พุฒิพุทธ