อดกลับบ้านอย่างเท่ๆ!!! “ป๋าเปลว”ถอดพระราชกฤษฏีกา ใครได้-ไม่ได้อภัยโทษ ??? ปิดเส้นทางฝัน“พวกคนแดนไกล” แถวสหรัฐ-ยุโรป หนาวมากกกก!!!

Publish 2016-12-13 07:29:43

ไทย:เมืองคนป่วยทั้งทางกาย-ทางใจ

 

 

       หนาวนี้..........พวก "คนแดนไกล" แถวๆ สหรัฐฯ-ยุโรปคงหนาวมากเป็นพิเศษ! หลังมีพระราชกฤษฎีกา "พระราชทานอภัยโทษ" เนื่องในโอกาสแรกนับแต่ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ ๒๕๕๙ ออกมาเมื่อวาน หลายคนถึงครางตกเตียง.........."วิมานที่หวัง พังทลายลงสูญพลัน เหลือเพียงซากนั้น ดังทาสทรมานนนนน" เพราะ "การพระราชทานอภัยโทษ" ในโอกาสแรก นับแต่ขึ้นทรงราชย์นี้แหละ เป็นเส้นทางในฝัน "เส้นทางเดียว" ของเหล่าบรรดาคนแดนไกล ที่หวังจะได้......."กลับบ้านอย่างเท่ๆ!"

 

       " นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์" อธิบดีกรมราชทัณฑ์ บอก......"ตามพระราชกฤษฎีกานี้ จะมีนักโทษจากเรือนจำทั่วประเทศ แสนกว่าราย ได้รับพระราชทานอภัยโทษ มีทั้ง 'ลดวันต้องโทษ' มีทั้ง 'ปล่อยตัว' พ้นโทษไปเลย! นักโทษชั้นดี-ชั้นเยี่ยม ประมาณ ๓ หมื่นคน ที่ไม่ใช่นักโทษคดีฆ่าข่มขืน ฉ้อโกงประชาชน หรือค้ายาเสพติด ได้รับการปล่อยตัว" ส่วนพวกความประพฤติ ชั้นกลางลงมา-ชั้นเลวมาก ไม่ได้รับการอภัยโทษ! แปลเป็น ๒ ภาษา "ภาษาไทยกับภาษาแม้ว" ก็คือ........"พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้ เป็นไปตามกฎเกณฑ์และขั้นตอนที่มีอยู่ตามกฎหมาย" ผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ต้องเป็น "นักโทษ" คดีสิ้นสุดแล้ว และตัวอยู่ในคุกเท่านั้น ประเภท "ติดระหว่างคดี" กับพวกคดีอยู่ระหว่าง "อุทธรณ์-ฎีกา" ไม่เกี่ยว ยิ่งพวก "หนีคดี-หนีคำตัดสินศาล" ไปซุกอยู่ใน-อยู่นอกประเทศ ยิ่งไม่เกี่ยวใหญ่!

 

       ในจำนวน ๓ หมื่น ที่จะได้รับการปล่อยตัว เมื่อตรวจสอบคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์แล้ว "นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์" โทษคุก ๒ ปี เคยได้รับพระราชทานอภัยโทษ "ลดวันจำคุก" ไปแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ ได้ลดวันลงอีก นับแล้ว ถึงเกณฑ์ได้รับการปล่อยตัว "พ้นคุก" ในคราวนี้ด้วย!

       ตามข่าวที่ผมอ่าน........นักโทษคดี "กรุงไทยปล่อยกู้กฤษดามหานคร" เป็นนักโทษชั้นเยี่ยม ได้ลดวันต้องโทษตามเกณฑ์อดนึกถึง "คุณวิโรจน์ นวลแข" ไม่ได้ เคยมีบุญคุณกับผม ขณะที่ใครเอาโฆษณามาลงไทยโพสต์ในยุคนั้น ทักษิณเอาตาย แต่คุณวิโรจน์ ทั้งที่ไม่รู้จักกัน ยังเอาโฆษณากรุงไทยมาลง ผมจำไปจนวันตาย ถึงจะครั้ง-สองครั้ง แต่นั่น...เป็นน้ำ "กลางทะเลทราย" สำหรับผม!

 

       สอบถามข่าวคราว ได้ความว่า คุณวิโรจน์ "ปรับสภาพจิต" ได้ดีมาก และใช้เวลา-ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ ใช้วิชาความรู้ สอนคน "สถาบันคุก"  คิดๆ แล้ว.....คนเรา ก็เท่านี้!จะโลภ จะโกรธ จะโกง จะเกลียด จะเบียดเบียน แบ่งเขา-แบ่งเรา กันไปถึงไหน?

 

       แรกๆ ฟังพระท่านบอก ให้หมั่นนึกถึงความตาย ผมค้านในใจ "เซ็งตายโหง" เนี่ย..มิจฉาทิฐิ คือความคิดผิด-เห็นผิด ด้วยวัยคึกเหมือนโคถึกคะนอง มันเป็นอย่างนั้น จน "ใกล้โลง" จึงสำนึกได้....... "พระท่านอุตส่าห์โปรดสัตว์" แต่ด้วย มืดบอด-บาปหนา จึงเห็นดอกบัวเป็นกงจักร! การนึกถึงความตายนี้ดีแท้ ผมรับประกัน จงนึกเป็นลมหายใจเข้า-ออกเถิด นึกถึงความตาย จะแก้โรคประมาท โรคหวังน้ำบ่อหน้า โรคผัดวันประกันพรุ่ง โรคขี้โกง โรคโลภ โรคงก และจะทำให้ไม่กล้าประกอบกรรมบาปหนา ตรงกันข้าม เป็นตัวกระตุ้นให้มุ่งแต่ทางดี ประเภท ขับรถปาดหน้า ลงไปกระชากคอต่อย เอาปืนจ่อ ลากคอไปกราบรถกู หรือพูดไม่ถูกหู เรียกลูกน้องกระทืบ แบบนี้ จะไม่เกิดกับคนที่มีลมหายใจอยู่กับความตาย! เมื่อไม่ประมาท ใจไม่โลภ เกลียดบาป รักบุญ หมั่นในกิจการงาน ก็คิดดูละกัน จะทำให้ซวย หรือทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง?



       ผมดู "ตูน บอดี้สแลม" วิ่งหาเงินไปซื้ออุปกรณ์แพทย์ให้โรงพยาบาล นึกย้อนถึงตัวเอง ........ทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาล "ทั้งหลวง-ทั้งราษฎร์" อดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า........."พลเมืองไทย 'ป่วย-พิการ' กันขนาดนี้เชียวหรือ?" อนาคตประเทศจะไปไหวมั้ยเนี่ย .......

 

        ในเมื่อประเทศไทย มีแต่คนป่วย "ล้นทุกโรงพยาบาล" คน ๕๐-๖๐ ล้านคน งกๆ ทำงาน ก็แค่หาเงินมาส่งโรงพยาบาลให้คนไม่กี่คน-กี่ตระกูล เป็น "เศรษฐีหุ้น-เศรษฐีโรงพยาบาล" ติดอันดับโลก! สภาพจริงคนไทยวันนี้ "กายก็ป่วย-ใจก็ป่วย"

แต่ระบบสาธารณสุข ไม่ว่าประเทศไหน มุ่งรักษา "โรคทางกาย" เพื่อสร้างเศรษฐีโลก ถ้ามองให้ถึงเหตุแห่งการเจ็บไข้ได้ป่วย ผมว่าทุกวันนี้ คนป่วยด้วย "โรคทางใจ" มากกว่า อันตรายกว่า และโรคทางใจนี้ มีผล "บวก-ลบ" ต่อการรักษาโรคทางกายโดยตรง!

       ผมไม่รู้ว่า การสาธารณสุขทุกวันนี้ เข้าใจคำว่า "สุขภาพ" อยู่ในจุดไหน เพราะเห็นมุ่งแต่ รักษา..รักษา...ซึ่งเน้นรักษาแต่ป่วยทางกาย จริงๆ แล้ว ทุกวันนี้ มี "คนป่วยทางใจ" อยู่ทุกที่ ทุกหน่วยงาน ทั้งในภาครัฐ-ภาคเอกชน

       "สุขภาพ" นี่ ........ในแก่นของความหมาย ต้องช่วยให้คนไม่ป่วย ไม่ต้องไปโรงพยาบาลตะพึด-ตะพือ การไม่ป่วย มาจาก "ความสมดุล" ธรรมชาติ ไม่ใช่จากยา หรือจากการเข้าโรงพยาบาล หลักธรรมชาติก็คือ "กาย-ใจ-สิ่งแวดล้อม" หมายถึง "อากาศ-อาหาร-อารมณ์" บริหาร ๒-๓ อย่างนี้ ให้สมดุลกัน แล้ว "พลังชีวิต" จะเกิด

 

       และพลังชีวิตนี้ จะไป "สร้างสมดุล" ด้วยการซ่อม-สร้างส่วนสึกหรอให้ร่างกายในคราว "ขาดสมดุล" ที่ปรากฏเป็น "ความเจ็บป่วย" ให้คืนสมดุลเอง บางคน อยู่บ้าน ป่วยจะตาย พอไปหาหมอ หมอจิ้มๆ แล้วบอก..ไม่ได้เป็นอะไรนี่ หายป่วยทันที ที่หายทันที เพราะ "โรคทางใจ" มันหายนั่นเอง!

 

       เห็นตอนนี้ "นายกฯ ประยุทธ์" เป็นพรีเซนเตอร์ "ออกกำลังกาย" ทุกวันพุธ ผมก็ว่าดี ไม่มีใครปฏิเสธว่าการออกกำลังกายไม่ดี แต่ร้อยละ ๕ ถึงหรือเปล่าไม่รู้ ที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองว่าดี เมื่อนายกฯ เป็นตัวนำ ขอสนับสนุนให้นำไปเรื่อยๆ"สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ" หรือ สสส. โดย พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ประธานบอร์ด กับ ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ ในฐานะ "หัวใจงาน" อยู่ที่คำว่า "สร้างเสริมสุขภาพ"

 

       เมื่อนายกฯ เป็นนายแบบ "สุขภาพทางกาย" ให้ขนาดนี้แล้ว เพื่อถึงจุดสุดยอดคำว่า "สร้างเสริมสุขภาพ" ถือโอกาสรณรงค์ด้าน "สุขภาพทางใจ" ควบคู่ไป ก็น่าจะดี! ใหม่ๆ อะไรคนก็ต้าน ขอให้อดทน ทำต่อเนื่อง ลงทุนร้อย ได้ผลเป็นต้นแบบมาซักหนึ่ง...เกินคุ้ม


       กายนั้น จะดีไม่ได้ ถ้าใจไม่ดี แต่ถ้าใจดี กายที่ป่วย จะคืนสภาพได้ง่าย! พูดด้วยคำไทย คนไทยบอกไม่ขลัง ต้องใช้คำฝรั่งจะขลัง "Meditation" คือการทำสมาธิ นั่นแหละครับ เมืองไทย เป็นเมืองพุทธ พูดเรื่องสมาธิกับคนไทย กลายเป็นคนคร่ำครึ โบราณ คนตลก-น่าขัน แต่ปรากฏว่า ทุกวันนี้ ฝรั่ง "ทุกศาสนา" เดินทางมาเมืองไทย นอกจากนักท่องเที่ยวทั่วไป ส่วนหนึ่งที่มาเงียบๆ ลงสนามบินแล้วไปเลย นั่นเขาเดินทางไปสู่สำนักสอนปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ทั้งในกรุงและต่างจังหวัด

 

       ใครสนใจติดตามข่าว ฝรั่งตะวันตก ผู้คนร้องระงม...ที่นี่วุ่นวายหนอ..ที่นี่ขัดข้องหนอ ขณะนี้ เขาพบแล้ว Meditation การทำสมาธิ ถูกใช้เป็นยา "รักษาโรคป่วยใจ" ตอนนี้คนทำสมาธิต่างร้อง...ไม่วุ่นวายแล้วหนอ...หมดขัดข้องแล้วหนอ! เขาใช้การทำสมาธิ "สร้างสมดุล" กายกับจิต เมื่อจิตหายป่วย อย่าว่าแต่ป่วยทางกายเลย สังคมของเขาที่ป่วย เมื่อรับรู้ด้วย "จิตที่ไม่ป่วย" สภาวะ..."เป็นเช่นนี้เองแหละหนอ" ต่างเกิดกับเขา เขาพบสุขอันหาได้ยากแล้ว...........ค้นหาทั่วจักรวาล ที่แท้ อยู่แค่ปลายจมูกกับลมหายใจตัวเองแท้ๆ!

 

       เนี่ย...สสส.รณรงค์ "เสริมสร้างสุขภาพ" ทางกายมามากแล้ว รณรงค์สร้างเสริม "สุขภาพทางใจ" ควบคู่ไปด้วยกันเถอะ

ภาครัฐ-ภาคเอกชน จัดสถานที่ "สะอาด-สงบ" สักแห่ง สสส.จัดหลักสูตรเป็นแนวทางให้เจ้าหน้าที่-พนักงานแห่งนั้นๆ พักทำสมาธิกันซักวันละ ๑๐-๑๕ นาที! ไม่ต้องไปบังคับ และไม่ต้องใช้เวลาให้มากกว่านั้น ให้เข้าใจคำว่า "ความชั่วหัดง่าย แต่ฉิบหายเร็ว"

       ความดีนั้น ฝืนสันดานมนุษย์ ย่อม "หัดยาก" แต่เมื่อหัดเป็นนิสัยแล้ว "ดีนั้น-พลันเจริญสถานเดียว" ทั้งต่อตัวเอง และทั้งต่อสังคมชาติบ้านเมือง ที่จริง ตามโรงพยาบาลหลายแห่ง มีสอนการทำสมาธิ แต่ถ้า สสส.หยิบเรื่องนี้มาทำ

 

       คำว่า "สร้างเสริมสุขภาพ" จะถึงเป้าหมายทั้ง "สุขภาพกาย-สุขภาพใจ" และนี้ จะเป็นคุณยิ่งใหญ่ต่อประเทศ สมาธิก็ดี วิปัสสนากรรมฐานก็ดี ไม่ใช่ของพุทธ-ของศาสนาไหน หากแต่เป็นของมีอยู่ตามธรรมชาติ ฉะนั้น มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าชาติไหน ศาสนาไหน นำไปใช้-ไปทำได้ ไม่เกี่ยวกับศาสนา!

โรงพยาบาลรักษา "โรคทางกาย" มีมากแล้ว...........

"พล.ร.อ.ณรงค์-ดร.สุปรีดา" ใช้หลัก "ทำสมาธิ" รักษาโรคทางใจ ให้สมคำว่า "สสส.-สร้างเสริมสุขภาพ" ทีเถอะ

 

 

 

 

เรียบเรียงโดย : ศิริพงศ์ สำนักข่าวทีนิวส์

ขอบคุณข้อมูล : เปลว สีเงิน นสพ.ไทยโพสต์


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ศิริพงษ์ หนูแก้ว