โต้ทันควัน!! กต.แจง UN ยันไทยเคารพสิทธิปชช. แต่ต้องปรามพวกป่วน ชี้ศาลทหารเที่ยงตรง โปร่งใส

Publish 2016-08-20 12:41:17

 วันนี้ (20 ส.ค.) จากกรณี ราวีนา ชัมดาซานี โฆษกข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์ เมื่อ19 ส.ค. กังวลต่อการจำกัดพื้นที่ประชาธิปไตยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย พร้อมเรียกร้องให้กลับสู่หลักการของพลเมืองโดยทันที ระบุว่า นับแต่ไทยมี รัฐประหาร ทำให้เกิดข้อจำกัดร้ายแรงต่อเสรีภาพในการแสดงออก ผ่านการใช้กฎหมายและคำสั่งทางอาญาและของกองทัพ จนถึงประชามติรัฐธรรมนูญ เมื่อ 7 ส.ค.59 มาตรการเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้น รวมแล้ว มีคนไม่ต่ำกว่า 1,300 คนถูกเรียกรายงานตัว ถูกจับ หรือถูกตั้งข้อหา และมีพลเมือง 1,629 รายต้องขึ้นศาลทหาร
       

"เราเรียกร้องให้ประเทศไทยยุติการตั้งข้อหาต่อนักกิจกรรมทางการเมืองและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยทันที รวมถึงปล่อยผู้เห็นต่างต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกคุมขังด้วย" แถลงการณ์ระบุและเรียกร้องต่อทางการไทยให้หยุดการใช้ศาลทหารและคำสั่งของกองทัพต่อพลเรือน โดยชี้ว่ามาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนสำหรับประเทศไทย เพื่อที่ก้าวไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อนำประชาธิปไตยกลับคืนมา ตามโรดแมปของรัฐบาลทหารเอง



ล่าสุดเว็บไซต์ กระทรวงการต่างประเทศได้เผยแพร่คำชี้แจง กรณีดังกล่าว ว่า ประเทศไทยให้ความสาคัญกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักปฏิบัติสากล โดยเชื่อว่าสิทธิดังกล่าวเป็นรากฐานของสังคมประชาธิปไตย อย่างไรก็ดี  รัฐบาลจำเป็น ต้องดำเนินมาตรการเพื่อรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยและป้องกันความแตกแยกในสังคมเฉกเช่นเดียวกับรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะขณะนี้ ประเทศไทยอยู่ในช่วงของการปฏิรูปเพื่อเสริมสร้างความสามัคคีภายในชาติ และนำสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงและยั่งยืน

เกี่ยวกับการพิจารณาคดีโดยศาลทหาร นั้น กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า ผู้ต้องหา ที่ถูกพิจารณาคดีจะได้รับการประกันสิทธิไม่แตกต่างจากการพิจารณาคดีภายใต้ศาลพลเรือน ตามที่ระบุในประมวลวิธีพิจารณาความอาญา เช่น สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาอย่างเที่ยงธรรมและเปิดเผย สิทธิในการได้รับคำปรึกษาด้านกฎหมาย และ ว่าความโดยทนาย สิทธิในการประกันตัว นอกจากนี้ กระบวนการยุติธรรมภายใต้ศาลทหารมีความโปร่งใส ดังจะเห็นได้จากการที่ ญาติผู้ต้องหา ภาคประชาสังคม กลุ่มพิทักษ์สิทธิ และ ผู้แทนคณะทูตสามารถเข้าฟังการพิจารณาคดีได้


กระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงด้วยว่า การออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 เป็นไปอย่างโปร่งใสและบริสุทธิ์ยุติธรรมตามมาตรฐานและแนวปฏิบัติของอารยประเทศ และสอดคล้องกับขั้นตอนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญและการทำประชามติเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุมผ่านการรับฟังความคิดเห็น และ การจัดสัมมนาและอภิปรายอย่างต่อเนื่อง อาทิ การอภิปรายทางโทรทัศน์ การจัดเสวนาในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ  นอกจากนั้น ในช่วงการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนการออกเสียงประชามติ ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย ดังเห็นได้จากการที่นักการเมืองที่มีชื่อเสียง นักวิชาการจาก 43 องค์กร และ สื่อมวลชนแนวหน้าต่าง ๆ สามารถวิจารณ์และแสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างเปิดเผย แต่สำหรับผู้ที่ตั้งใจฝ่าฝืนกฎหมายและก่อความไม่สงบก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม
 
กระทรวงการต่างประเทศ ยังชี้แจงด้วยว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นว่าการนำพาประเทศกลับสู่การปกครอง โดยรัฐบาลพลเรือนจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีความยั่งยืน โดยยึดมั่นดำเนินการตาม Roadmap ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560 ทั้งนี้  การที่เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในการออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 สะท้อนถึงการยอมรับ Roadmap ของรัฐบาลด้วย โดยแม้แต่ผู้ที่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ก็ได้ยอมรับผลการออกเสียงประชามติในเวลาต่อมา ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงหวังว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะเคารพการตัดสินใจของประชาชนชาวไทย เหมือนดังเช่นที่ควรเคารพเสียงของประชาชนในประเทศอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนประเทศไทยในการวางรากฐานของประชาธิปไตยที่ยั่งยืนและความปรองดองสมานฉันท์ในสังคมต่อไป

 
 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สุธา ทางดี