โดนทางการจับถ่วงน้ำ ๗ วัน ๗ คืนที่เกาะสีชัง "หลวงปู่พิบูลย์ วัดพระแท่น"นำท่านขึ้นมา แทบตกตะลึง แม้แต่จีวร ยังไม่เปียกน้ำเลย สาธุ.

Publish 2018-01-12 20:54:45



หลวงปู่พิบูลย์ วัดพระแท่น อุดรราชธานี

ออกพรรษาแล้วหลวงปู่ก็ได้เดินทางไปยังทิศเหนือของอำเภอหนองหาน จนถึงห้วยดาน ได้พบอาจารย์มีเป็นคนแรก จึงถามว่าอีกไกลไหมจึงจะถึงบ้านไท และอาจารย์มีจะไปไหน อาจารย์มีตอบว่าอีกไม่ไกลหรอก ตอนนี้กำลังออกตามหาควาย เพราะควายหายไปหลายวันแล้ว หลวงปู่ก็บอกว่า บ่ต้องไปหามันดอก สีนวดเอามันก็แล่นตาม (ภาษา อีสานใจความว่า ไม่ต้องไปตามหาหรอกสีนวดเอาควายก็จะวิ่งตามาเอง ) ให้มารับเอาบริขารหลวงปู่ไปทีบ้านไท อาจารย์มีก็เลยพาหลวงปู่ไปที่บ้านไท ซึ่งก็เป็นที่อัศจรรย์เมื่อหลวงปู่กับอาจารย์มีเดินข้ามห้วยหลวงมาถึงห้วยมันปลา ก็ปรากฏว่าฝูงควายที่พ่ออาจารย์มีตามหาอยู่หลายวัน วิ่งตามมาจริง ๆ หลวงปู่ก็เลยบอกว่ามันตามมาแล้ว อาจารย์มีจึงเริ่มเห็นอภินิหารของหลวงปู่ พอไปถึงบ้านไท หลวงปู่จึงได้ถามชาวบ้านว่ามีวัดเก่าไหมแถวละแวกนี้ ชาวบ้านก็บอกว่า มีแต่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ผู้คนเข้าไปไม่ได้แม้แต่จะปัสสาวะก็ไม่กล้าหันหน้าไปทางนั้น ถ้าใครไม่เชื่อจะมีอันเป็นไปถึงตาย หลวงปู่บอกว่าไม่เป็นอะไรหรอกเพราะเจ้าของมาแล้ว จากนั้นหลวงปู่จึงได้ชักชาวบ้านเข้าไปดูในวัด ซึ่งมีสภาพเป็นป่าดอกไม้สีแดง มีซากปรักหักพัง ของโบสถ์วิหาร ภายในวิหารมีแท่นพระใหญ่ แต่ไม่มีพระพุทธรูป มีต้นแดง ต้นใหญ่อยู่ใกล้ ๆ หลวงปู่จึงตั้งชื่อว่า วัดพระแท่น ตามแท่นพระใหญ่ และชาวบ้านไทแผ้วถางได้ประมาณ๖ ไร่ และชาวบ้านได้พากันบริจาคหญ้าสำหรับมุงหลังคา เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวให้หลวงปู่เมื่อวันอังคาร แรม ๘ค้ำ ปีชวด พ.ศ. ๒๔๔๓ ( ๑๖ ตุลาคม ๒๔๔๓ ) ด้วยไพหญ้าคา ๓๔ ไพ หลังจากนั้น หลวงปู่ก็ได้พาชาวบ้านไทพัฒนาวัดพระแท่น และได้วางผังเมือง ใหม่แล้วชักชวนชาวบ้านไทให้มาอยู่ที่แห่งใหม่ โดยตั้งชื่อว่า บ้านแดง ตาม นามต้นไม้แดงใหญ่และหนองแดง หลวงปู่ได้พาชาวบ้านพัฒนาทั้งวัดและบ้านใครมีเรื่องเดือดร้อนอะไร หลวงปู่ก็จะช่วยเหลือหมด จนกระทั้งชื่อเสียงของหลวงปู่เลื่องลือไปไกล มีราษฎรจากหลายจังหวัด อพยพครอบครัวมาอยู่ กับหลวงปู่จึงได้พาชาวบ้านสร้างศาลาใหญ่ขี้น โดยเลือกเอาเฉพาะไม้แดง ไม้ตะเคียน ไม้ประดู่ ไม้เต็ง หลวงปู่พาชาวบ้านสร้างศาลาใหญ่ทั้งวันทั้งคืนกลางวันก็ผลัดคนแก่ กลางคืนคนหนุ่มสาวช่วยไปลากไม้โดยหลวงปู่ทำเป็นเกวียนหลังใหญ่ ให้หนุ่มสาวไปลากไม้มาทีละ ๔-๕ ท่อน มีอยู่ครั้งหนึ่งที่หลวงปู่พาชาวบ้านไปตัดต้นตะเคียนยักษ์ ที่ริมห้วยหลวงแต่ไม้กลับล้มลงไปในห้วยหลวง น้ำลึกประมาณ ๓-๔ เมตรไม่มีใครกล้าลงไปตัดหลวงปู่จึงดำน้ำลงไปตัดคนเดียว ประมาณ ๒ ชั่วโมง หลวงปู่ก็เอาไม้ตะเคียนใหญ่ขนาดวัดรอบ ๓วา ๒ ท่อน ยาวท่อนละ ๑๒ศอก โดย ที่ผ้าสบงจีวรไม่เบียกน้ำ

หลวงปู่พิบูลย์



    ต่อมาสร้างวัดเสร็จแล้วหลวงปู่ก็พาชาวบ้านสร้างที่พักอาศัยให้ชาวบ้านมาขออยู่รอบวัดทางทิศตะวันออกหลังใหญ่ ๑ หลัง ทำมีด ทำจอบ ทำเสียมไว้เป็นกองทุนคอยแจงจ่ายชาวบ้านที่มาขอพึ่งใบบุญ และทำธนาคารข้าวธนาคารโคกระบือไว้คอยแจกจ่ายแก่คนยากจนและได้บอกกับชาวบ้านว่าบ้านแห่งนี้จะเห็นเมืองในอนาคต จึงชักชวนชาวบ้านวางผังเมืองโดยแบ่งสถานทีราชการในอนาคตไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปอยู่ ส่วนที่อยู่บ้านก็แบ่งเป็นคุ้มๆ ให้อยู่อย่างมีระเบียบจนถึงปัจจุบัน และการห่มจีวรของพระภิกษุสามเณรให้ห่มเหมือนพระอุปัชฌาย์บวชให้ ( นิกายเดิม) จนทำให้ทางราชการบ้านเมืองคณะสงฆ์เข้าใจผิดคิดว่าหลวงปู่เป็นกบฏซ่องสุมอาวุธจึงได้จับหลวงปู่นำไปถ่วงน้ำที่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี นานถึง ๗ วัน๗ คืนคิดว่าคงมรณภาพแล้วจึงได้นำขึ้นมา แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งเพราะหลวงปู่ยังไม่มรณภาพและผ้าสบงจีวรที่หลวงปู่นุ่งก็ไม่เปียกน้ำจึงทำให้ทางราชการเกิดความศรัทธาจึงนิมนต์ให้อยู่ที่นั่นนานถึง ๓ ปี จึงส่งหลวงปู่กลับวัดพระแท่น บ้านแดง

 ด้วยความศรัทธาของชาวบ้านเมื่อทราบข่าวว่าหลวงปู่กลับมาก็พากันดีอกดีใจ จึงขอบวชชีพราหมณ์ให้ฝ่ายพระสงฆ์บอกว่าผิดกฎหมายของสงฆ์จึงนำตัวหลวงปู่ไปอีกครั้งโดยนำไปไว้ที่วัดโพธิสมภรณ์เจ้าคณะมณฑลอุดรขณะที่อยู่วัดก็ถูกบังคับให้สึกไม่ให้บิณฑบาตแต่หลวงปู่ไม่ทำตามและยังมีราษฎรที่มีความศรัทธา นำเอาเงินทองไปถวายไม่ขาดระยะขณะอยู่ที่วัดโพธิสมภรณ์ ๑๕ พรรษา ได้สร้างกุฏิ๕๕ หลัง และฉางข้าว ๒ หลังเงินที่ได้รับบริจาคยังให้ลูกศิษย์ คือหลวงโชติ (ปัจจุบันมรณภาพไปแล้ว อายุได้๘๕ ปี ) ได้ซื้อโคกระบือ แจกจ่ายชาวบ้านอยู่ตลอดเวลาครั้นหนึ่ง ที่กุดแห่บ้านนานกหงส์ได้มีฝูงจระเข้เข้าอยู่อาศัยในหนองน้ำมีมากมายจนชาวบ้านไม่กล้าลงไปทำมาหากินในหนองน้ำ จึงนิมนต์หลวงปู่ไปปราบให้หลวงปู่จึงพาชาวบ้านไปถึงกุดแห่ ก็ทำพิธีกรรม เสร็จแล้วก็ถือเทียนและแส้ลงไปในน้ำหลวงปู่บอกชาวบ้านว่าอยากเห็นเรือทองคำไหมเมื่อชาวบ้านบอกว่าอยากเห็นหลวงปู่ก็ล้วงมือลงไปในน้ำแล้วจับเรือทองคำยาวประมาณ ๓เมตรขึ้นมาเมื่อชาวบ้านเห็นเรือทองคำแล้วก็ปล่อยลงไปในน้ำเหมือนเดิมแล้วหลวงปู่ก็ดำน้ำลงไปนานประมาณ ๑ ชั่วโมง ชาวบ้านเห็นน้ำขุ่นมัวไปหมดพอหลวงปู่ขึ้นมาก็เป็นที่น่าอัศจรรย์เพราะเทียนที่หลวงปู่ถือดำน้ำลงไปยังไม่ดับและสบงจีวรก็ไม่เปียก



    หลวงปู่บอกว่าอีก๗ วัน ก็ให้ชาวบ้านลงไปหาปลาได้ซึ่งตั้งแต่นั้นมาหนองน้ำแห่งนี้ไม่ปรากฏว่ามีจระเข้อีกในครั้งที่เกิดสงครามอินโดจีน ฝรั่งเศสมาทิ้งระเบิดที่นาเกลือหลวงปู่สามารถบอกได้ว่าวันนี้จะมีการทิ้งระเบิดที่ไหน กี่ลูก หลวงปู่ก็รู้หมดแต่หลวงปู่บอกว่าอย่าตกใจ เพราะลูกระเบิดไม่ระเบิดก็เป็นจริงดังหลวงปู่ว่าทุกประการ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๘๙ หลวงปู่ก็อาพาธด้วยโรคชราภาพมีลูกศิษย์ คอยดูแลรักษาปรนนิบัติ เป็นต้นว่า หลวงปู่หนู หลวงปู่โชติพร้อมญาติโยมตอนที่หลวงปู่จะมรณภาพนั้นก็บอกให้ลูกศิษย์ออกไปข้างนอกและให้ปิดประตูเวลา ๕ทุ่ม ปรากฏว่าได้มีแสงสว่างเหนือกุฏิลูกศิษย์จึงได้เปิดประตูเข้าไปและพบว่าท่านมรณภาพแล้ว หลวงปู่พิบูลย์ได้มรณภาพในท่าสหไสยาสน์ สิริรวมอายุได้ ๑๓๕ปีบรรดาลูกศิษย์เมื่อทราบข่าวจึงพากันมาขอรับศพกลับคืนวัดพระแท่นบ้านแดงแต่เกิดปัญหาก็เลยต้องขอความร่วมมือทางข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เคารพศรัทธาในตัวท่านช่วย ชาวบ้านและลูกศิษย์จึงได้นำศพคืนโดยชาวบ้านนำเกวียนมา๑๐๐ เล่ม แห่ศพหลวงปู่คืนที่วัดพระแท่นและได้บรรจุศพหลวงปู่ไว้นานหลายปีต่อมาเจ้าอธิการคำพันธ์คันธะโร ได้พาชาวบ้านสร้างเจดีย์เสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ จึงได้ทำพิธีเผาศพ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ และในพิธีเผาศพก็ได้เกิดเหตุมหัศจรรย์ เช่นไฟไหม้กงเกวียนที่บรรจุศพของท่านต้องใช้น้ำรดตลอด เป็นต้นแสดงว่าคำทำนายของหลวงปู่ถูกต้องหมดทุกอย่างตามที่ทำนายและวางผังไว้ทุกประการ

ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพ และที่มาเนื้อหาข้อมูลมา ณ ที่นี้ http://palungjit.org/threads/

เพื่อเผยแผ่บารมีเป็นสังฆบูชา และเทิดทูนเกียรติคุณครูบาอาจารย์


เรียบเรียงโดย

ศักดิ์ศรี บุญรังศรี


Suggess News

Recommend News